• Decrease font size
  • Default font size
  • Increase font size
  • default color
  • red color
  • green color
งานวิจัย
งานวิจัยที่ใช้เงินงบประมาณ PDF พิมพ์ อีเมล

โครงการวิจัย

เรื่อง ประสิทธิผลของยาโฮมีโอพาธีย์ ตำรับยูพาโทเรียม เพอร์ฟอเลียทุม 200 ซี
ในการควบคุมโรคไข้เลือดออก

(The Efficacy of Homeopathic Remedy Eupatorium perfoliatum 200C
for Dengue Hemorrhagic Fever Controlled)

 
ประสิทธิผลของการฝังเข็มรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อเรื้อรังและความพึงพอใจ ต่อบริการแผนกผู้ป่วยนอก สำนักการแพทย์ทางเลือก PDF พิมพ์ อีเมล

ประสิทธิผลของการฝังเข็มรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อเรื้อรังและความพึงพอใจ              

ต่อบริการแผนกผู้ป่วยนอก สำนักการแพทย์ทางเลือก

 

 

กาญจนาฎ   คงคาน้อย

 

บทคัดย่อ

 

                      การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษา ประสิทธิผลของการฝังเข็ม เพื่อบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ เรื้อรัง จากกลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรม และศึกษาถึงความพึงพอใจของผู้รับบริการฝังเข็ม   การฝึกบริหารร่างกายแบบโยคะ และการให้บริการด้านต่างๆ  แผนกผู้ป่วยนอกของสำนักการแพทย์ทางเลือก โดยกลุ่มตัวอย่างในการวิจัยมาจากผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บปวดกล้ามเนื้อจากการทำงานและมาเข้ารับการรักษาโดยการฝังเข็ม ที่สำนักการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข จำนวน 46 คน

                    ผลการศึกษาข้อมูลทั่วไปพบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุระหว่าง 46 -55 ปี สถานภาพสมรส มีระดับการศึกษาปริญญาตรี หรือสูงกว่า อาชีพเป็นข้าราชการหรือพนักงานรัฐวิสาหกิจ มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดนนทบุรี มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนมากกว่า 20,000 บาท ลักษณะงานที่ทำส่วนใหญ่ ใช้คอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือหรือนั่งอยู่กับที่นานๆ และส่วนใหญ่ออกกำลังกายนานๆครั้ง

                   ระยะเวลาเกิดอาการปวดกล้ามเนื้อ 6 – 9 เดือน โดยกลุ่มผู้ป่วยมักทราบสาเหตุของอาการเจ็บป่วย โดยผู้มารักษาส่วนใหญ่ใช้การรักษาด้วยการแพทย์ผสมผสานควบคู่ไปด้วย เช่นการนวดแผนไทย นวดกดจุดสะท้อนเท้าการรักษาด้วยสมุนไพร และส่วนใหญ่มีเศรษฐานะและการดูแลเอาใจใส่สุขภาพตนเองดี ไม่เคยมีประวัติเจ็บป่วยร้ายแรงหรือได้รับการผ่าตัดมาก่อนและมีโรคประจำตัวเพียงบางคน เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง การตรวจร่างกายทั่วไปพบว่าร่างกายปกติไม่มีความพิการ การตรวจวัดอุณหภูมิกายขณะพบแพทย์เป็นปกติ การวัดความดันโลกหิตพบความดันโลหิตค่อนข้างต่ำเพียง 1 ราย ผู้มารับการรักษาส่วนใหญ่มีอัตราการหายใจสม่ำเสมอ น้ำหนักตัวส่วนใหญ่จะอยู่ระหว่าง 50 - 59 กิโลกรัม และมีความสูงอยู่ระหว่าง 150-159 เซนติเมตร

                    การศึกษาประสิทธิผลของการฝังเข็ม ก่อนและหลังการรักษา ผู้ป่วยที่ได้รับการฝังเข็มรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง จะมีอาการปวดลดลงทุกรายหลังได้รับการฝังเข็มซึ่งอาการปวดจะลดลงตามช่วงระยะเวลาของการฝังเข็มอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

                   จากการเปรียบเทียบระดับความปวด โดยใช้ Pain Scale พบว่าการฝังเข็มครั้งที่ 1 มีค่าเฉลี่ยของ Pain Scale เท่ากับ 3.47 และเมื่อฝังเข็มไปแล้ว 3 ครั้ง พบว่าหลังการฝังเข็มครั้งที่ 4 มีค่าเฉลี่ยของ Pain Scale ลดลงเป็นค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.63 และหลังการฝังเข็มครั้งที่ 7 ค่าเฉลี่ยของ Pain  Scale ลดลงมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.20 มีระดับความปวดน้อยกว่าการฝังเข็มครั้งที่1  สรุปแล้วพบว่า อาการปวดลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ  (  P น้อยกว่า 0.05)

 
การศึกษาประสิทธิผลยาแผนโบราณตำรับสารสกัดจากต้นอิมเอียกขัก สารสกัดจากรากปาจิเทียน ถั่งเช่า และสารสกัดจากงู่ฉิก ในผู้ป่วยโรคหอบหืด PDF พิมพ์ อีเมล

การศึกษาประสิทธิผลยาแผนโบราณตำรับสารสกัดจากต้นอิมเอียกขัก

สารสกัดจากรากปาจิเทียน ถั่งเช่า และสารสกัดจากงู่ฉิก ในผู้ป่วยโรคหอบหืด

เทวัญ ธานีรัตน์ * มาลี  กลางสุพรรณ**

บทคัดย่อ

                   เป็นการศึกษาประสิทธิผลของยาแผนโบราณตำรับอิมเอียกขัก ปาจิเทียน ถั่งเช่า และงู่ฉิก ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นยาแผนโบราณทะเบียน G ซึ่งประกอบด้วย สารสกัดจากต้นอิมเอียกขัก (Epimedium Brevicornum maxim) สารสกัดจากรากปาจิเทียน(Morinda Officinalis) ถั่งเช่า(Cordyceps Sinensis)  และสารสกัดจากงู่ฉิก (Achryrantes Bidentata) ในอาสาสมัครที่เป็นผู้ป่วยโรคหอบหืด จำนวน 23 ราย ที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์และได้รับการรักษาโดยไม่ขาดยาและมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ยาพ่นขยายหลอดลมเมื่อมีอาการหอบหืดหายใจไม่ออกเป็นประจำ อายุระหว่าง 20 ถึง 56 ปี ในอาสาสมัครที่ไม่เป็นโรคหัวใจหลอดเลือด ไม่มีภาวะไตวาย โรคตับ หรือโรคความดันโลหิตที่ควบคุมไม่ได้ โดยได้รับยาตำรับนี้ ครั้งละ 3 แคปซูล วันละ 2 ครั้ง หลังอาหาร เช้าและเย็น เป็นเวลา 12 สัปดาห์ติดต่อกัน ให้ผู้ป่วยนับจำนวนครั้งของอาการหอบหืดที่เกิดขึ้นต้องใช้ยาพ่นเพื่อให้บรรเทาอาการ ก่อนที่จะรับประทานยาตำรับนี้ก่อน 4 สัปดาห์ และนับหลังจากรับประทานยาตำรับดังกล่าว โดยสอบถามถึงจำนวนครั้งที่ต้องใช้ยาพ่นเนื่องจากมีอาการหอบหืดหายใจไม่ออก ทุก 4 สัปดาห์ จนครบ 12 สัปดาห์ จากการศึกษาพบว่า อาสาสมัคร 23 คนนั้น มีอายุเฉลี่ย 37.22 ปี มีค่า BMI เฉลี่ย 23.23 การใช้ยาพ่นเมื่อมีอาการหอบหืด 4 สัปดาห์ก่อนรับประทานยาตำรับนี้ มีอัตราการใช้ยาพ่นเฉลี่ย 30.26 ครั้ง หลังรับประทานยาตำรับนี้ใน 4 สัปดาห์แรก มีอัตราการใช้ยาพ่นเมื่อมีอาการหอบหืดเฉลี่ย 9.56 ครั้ง สัปดาห์ที่ 4 ถึง 8 หลังใช้ยาตำรับนี้มีอัตราการใช้ยาพ่นเมื่อมีอาการหอบหืดเฉลี่ย 6.00 ครั้ง สัปดาห์ที่ 8 ถึง 12 หลังใช้ยาตำรับนี้มีอัตราการใช้ยาพ่นเมื่อมีอาการหอบหืดเฉลี่ย 4.87 ครั้ง ซึ่งพบว่าอาสาสมัครที่รับยาตำรับนี้มีอัตราการใช้ยาพ่นเมือมีอาการหอบหืดลดลงหลังจากการใช้ยาตำรับนี้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 

 

* แพทย์สาขาเวชศาสตร์ครอบครัว  ** แพทย์แผนไทยประยุกต์

 
คีเลชั่นบำบัด ปลอดภัย และใช้บำบัดรักษาผู้ป่วยได้จริง PDF พิมพ์ อีเมล

นักวิจัย เปิดเผยผลการศึกษาเพื่อประเมินประสิทธิภาพและความปลอดภัยของคีเลชั่นบำบัดแล้ว     

        จากรายงานการศึกษาวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ ของสมาคมการแพทย์อเมริกา เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2556 (JAMA) เปิดเผยว่า ผู้ป่วยโรคหัวใจที่ได้รับการรักษาด้วยยาแผนปัจจุบัน ร่วมกับคีเลชั่นบำบัด  มีแนวโน้มที่จะดีกว่าการรักษาด้วยยาแต่เพียงอย่างเดียว  ศ.นพ. เกอวาสิโอ ลามาส หัวหน้าแผนกอายุรศาสตร์โรคหัวใจแห่งศูนย์การแพทย์เมาท์ ไซนาย มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย มลรัฐฟลอริดา ในฐานะหัวหน้าคณะนักวิจัย ได้ออกมาเปิดเผยผลการศึกษาครั้งใหญ่ ของสำนักงานสุขภาพแห่งชาติ รัฐบาลสหรัฐอเมริกาว่า “คีเลชั่นบำบัด เมื่อให้ร่วมกับการรักษาแผนปัจจุบัน มีความปลอดภัย และได้ผลจริง”
การศึกษาเพื่อประเมินประสิทธิภาพและความปลอดภัยของคีเลชั่นบำบัด ใช้เวลายาวนาน 9 ปี ด้วยงบประมาณสูงถึง 31.6 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยเริ่มต้นในปี 2003 คัดเลือกผู้ป่วยที่เคยมีอาการหัวใจกำเริบเฉียบพลัน อายุไม่น้อยกว่า 50 ปี และมีสภาพการทำงานของไตเป็นปกติ  โดยผู้ป่วยแต่ละคนจะได้รับคีเลชั่นบำบัด หรือ ยาหลอก เป็นจำนวน 40 ครั้ง โดยคีเลชั่นบำบัดถือเป็นการรักษาที่เป็นข้อโต้แย้ง และไม่ได้รับการยอมรับในวงการแพทย์สำหรับการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจ  แต่อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจของสหรัฐอเมริกาในปี 2007 พบว่ามีผู้ป่วยมากกว่า 100,000 คนต่อปี เลือกเข้ารับการรักษาด้วยคีเลชั่นบำบัด
       การศึกษาครั้งนี้ ต้องใช้อาสาสมัครจำนวน 1,708 คน ในศูนย์วิจัยจำนวน 134 แห่งทั่วทั้งสหรัฐอเมริกาและแคนาดา และถือเป็นการศึกษาแบบปกปิดสองด้านขนาดใหญ่ครั้งแรก เพื่อการประเมินการรักษาแบบ คีเลชั่นบำบัด โดยครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยได้รับตัวยาอีดีทีเอ ร่วมกับวิตามินซี 7 กรัม วิตามินบี แร่ธาตุ และตัวยาอื่น ๆ จำนวน 10 ชนิดทางหลอดเลือดดำครั้งละสามชั่วโมง สัปดาห์ละครั้ง ติดต่อกัน 30 ครั้ง และหลังจากนั้น ให้ครั้งหนึ่งห่างกันประมาณ 2-8 สัปดาห์ อีก 10 ครั้งรวมเป็น 40 ครั้ง  ส่วนอีกครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยได้รับแต่เพียงน้ำเกลือที่มีการปรับสีและกลิ่นให้เหมือนกับตัวยาคีเลชั่นบำบัด โดยทั้งผู้ป่วยและแพทย์ ไม่ทราบว่าใครได้รับยาจริง ใครได้รับเพียงน้ำเกลือ โดยผู้ป่วยที่ได้รับการศึกษาทุกคน ได้รับยาต่าง ๆเช่นยาลดไขมัน ยาขยายหลอดเลือดหัวใจ และยาต้านการแข็งตัวของหลอดเลือดเป็นต้น และ 83 % ของผู้ป่วยได้รับการทำบัลลูนถ่างหลอดเลือดหัวใจ หรือใส่ขดลวด หรือผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจเรียบร้อยแล้ว   และได้ทำการรักษาไป จำนวน 55,222 ครั้ง     ผลการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยที่ได้รับคีเลชั่นบำบัดร่วมด้วย มีอัตราการเกิดอุบัติการณ์ทางหลอดเลือดและหัวใจน้อยลง 18%( ได้แก่ ภาวะหัวใจกำเริบเฉียบพลัน, หลอดเลือดสมองแตกตีบ, การกลับเข้าไปทำบัลลูน ขดลวดหรือบายพาส การเสียชีวิตและการป่วยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเนื่องจากอาการเจ็บหน้าอก ) น้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก ส่วนในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจจะได้รับประโยชน์มากขึ้น โดยพบอุบัติการณ์ทางหลอดเลือดและหัวใจ น้อยลง 39% สำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดไปเลี้ยงที่ผนังด้านหน้าของหัวใจ มีอุบัติการณ์ทางหลอดเลือดหัวใจลดลงถึง 37 % ในด้านคุณภาพชีวิต พบว่ากลุ่มที่ได้รับคีเลชั่นบำบัดจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 2 ปี ในด้านของความปลอดภัย พบว่า คีเลชั่นบำบัดปลอดภัยจริงโดยไม่แตกต่างจากการให้น้ำเกลือธรรมดา 

 ดูรายละเอียดได้

 http://www.thaicam.go.th/index.php?option=com_content&view=section&layout=blog&id=18&Itemid=148

 http://jama.jamanetwork.com/article.aspx?articleid=1672238

 

 

 
การวิจัยเชิงทดลองเพื่อประเมินการรักษาด้วยคีเลชั่น (The Trial to Assess Chelation Therapy: TACT) Chelation-Placebo Comparison PDF พิมพ์ อีเมล

The Trial to Assess Chelation Therapy  (TACT)

Chelation - Placebo Comparison

Gervasio A. Lamas MD,et al.

Attachments:
FileFile sizeDownloads
Download this file (The Trial to Assess Chelation Therapy (TACT).pdf)The Trial to Assess Chelation Therapy (TACT).pdf1935 Kb1372
 
<< เริ่มแรก < ย้อนกลับ 1 2 3 4 5 6 7 ถัดไป > สุดท้าย >>

JPAGE_CURRENT_OF_TOTAL
 
 
 

 

ไข้เลือดออก ป้องกันรักษาด้วยโฮมีโอพาธีย์

 

ไกลจากทุกข์ โศก โรค ภัย กับหมอเขียว -ใจเพรช กล้าจน

 

การพัฒนานโยบายแห่งชาติ สุขภาพดี วิถีธรรม วิถีไทย

 

สวนมนต์บำบัด

 

สมาธิบำบัด