• Decrease font size
  • Default font size
  • Increase font size
  • default color
  • red color
  • green color
คีเลชั่น
การศึกษาประสิทธิผลยาแผนโบราณตำรับสารสกัดจากต้นอิมเอียกขัก สารสกัดจากรากปาจิเทียน ถั่งเช่า และสารสกัดจากงู่ฉิก ในผู้ป่วยโรคหอบหืด PDF พิมพ์ อีเมล

การศึกษาประสิทธิผลยาแผนโบราณตำรับสารสกัดจากต้นอิมเอียกขัก

สารสกัดจากรากปาจิเทียน ถั่งเช่า และสารสกัดจากงู่ฉิก ในผู้ป่วยโรคหอบหืด

เทวัญ ธานีรัตน์ * มาลี  กลางสุพรรณ**

บทคัดย่อ

                   เป็นการศึกษาประสิทธิผลของยาแผนโบราณตำรับอิมเอียกขัก ปาจิเทียน ถั่งเช่า และงู่ฉิก ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นยาแผนโบราณทะเบียน G ซึ่งประกอบด้วย สารสกัดจากต้นอิมเอียกขัก (Epimedium Brevicornum maxim) สารสกัดจากรากปาจิเทียน(Morinda Officinalis) ถั่งเช่า(Cordyceps Sinensis)  และสารสกัดจากงู่ฉิก (Achryrantes Bidentata) ในอาสาสมัครที่เป็นผู้ป่วยโรคหอบหืด จำนวน 23 ราย ที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์และได้รับการรักษาโดยไม่ขาดยาและมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ยาพ่นขยายหลอดลมเมื่อมีอาการหอบหืดหายใจไม่ออกเป็นประจำ อายุระหว่าง 20 ถึง 56 ปี ในอาสาสมัครที่ไม่เป็นโรคหัวใจหลอดเลือด ไม่มีภาวะไตวาย โรคตับ หรือโรคความดันโลหิตที่ควบคุมไม่ได้ โดยได้รับยาตำรับนี้ ครั้งละ 3 แคปซูล วันละ 2 ครั้ง หลังอาหาร เช้าและเย็น เป็นเวลา 12 สัปดาห์ติดต่อกัน ให้ผู้ป่วยนับจำนวนครั้งของอาการหอบหืดที่เกิดขึ้นต้องใช้ยาพ่นเพื่อให้บรรเทาอาการ ก่อนที่จะรับประทานยาตำรับนี้ก่อน 4 สัปดาห์ และนับหลังจากรับประทานยาตำรับดังกล่าว โดยสอบถามถึงจำนวนครั้งที่ต้องใช้ยาพ่นเนื่องจากมีอาการหอบหืดหายใจไม่ออก ทุก 4 สัปดาห์ จนครบ 12 สัปดาห์ จากการศึกษาพบว่า อาสาสมัคร 23 คนนั้น มีอายุเฉลี่ย 37.22 ปี มีค่า BMI เฉลี่ย 23.23 การใช้ยาพ่นเมื่อมีอาการหอบหืด 4 สัปดาห์ก่อนรับประทานยาตำรับนี้ มีอัตราการใช้ยาพ่นเฉลี่ย 30.26 ครั้ง หลังรับประทานยาตำรับนี้ใน 4 สัปดาห์แรก มีอัตราการใช้ยาพ่นเมื่อมีอาการหอบหืดเฉลี่ย 9.56 ครั้ง สัปดาห์ที่ 4 ถึง 8 หลังใช้ยาตำรับนี้มีอัตราการใช้ยาพ่นเมื่อมีอาการหอบหืดเฉลี่ย 6.00 ครั้ง สัปดาห์ที่ 8 ถึง 12 หลังใช้ยาตำรับนี้มีอัตราการใช้ยาพ่นเมื่อมีอาการหอบหืดเฉลี่ย 4.87 ครั้ง ซึ่งพบว่าอาสาสมัครที่รับยาตำรับนี้มีอัตราการใช้ยาพ่นเมือมีอาการหอบหืดลดลงหลังจากการใช้ยาตำรับนี้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 

 

* แพทย์สาขาเวชศาสตร์ครอบครัว  ** แพทย์แผนไทยประยุกต์

 
คีเลชั่นบำบัด ปลอดภัย และใช้บำบัดรักษาผู้ป่วยได้จริง PDF พิมพ์ อีเมล

นักวิจัย เปิดเผยผลการศึกษาเพื่อประเมินประสิทธิภาพและความปลอดภัยของคีเลชั่นบำบัดแล้ว     

        จากรายงานการศึกษาวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ ของสมาคมการแพทย์อเมริกา เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2556 (JAMA) เปิดเผยว่า ผู้ป่วยโรคหัวใจที่ได้รับการรักษาด้วยยาแผนปัจจุบัน ร่วมกับคีเลชั่นบำบัด  มีแนวโน้มที่จะดีกว่าการรักษาด้วยยาแต่เพียงอย่างเดียว  ศ.นพ. เกอวาสิโอ ลามาส หัวหน้าแผนกอายุรศาสตร์โรคหัวใจแห่งศูนย์การแพทย์เมาท์ ไซนาย มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย มลรัฐฟลอริดา ในฐานะหัวหน้าคณะนักวิจัย ได้ออกมาเปิดเผยผลการศึกษาครั้งใหญ่ ของสำนักงานสุขภาพแห่งชาติ รัฐบาลสหรัฐอเมริกาว่า “คีเลชั่นบำบัด เมื่อให้ร่วมกับการรักษาแผนปัจจุบัน มีความปลอดภัย และได้ผลจริง”
การศึกษาเพื่อประเมินประสิทธิภาพและความปลอดภัยของคีเลชั่นบำบัด ใช้เวลายาวนาน 9 ปี ด้วยงบประมาณสูงถึง 31.6 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยเริ่มต้นในปี 2003 คัดเลือกผู้ป่วยที่เคยมีอาการหัวใจกำเริบเฉียบพลัน อายุไม่น้อยกว่า 50 ปี และมีสภาพการทำงานของไตเป็นปกติ  โดยผู้ป่วยแต่ละคนจะได้รับคีเลชั่นบำบัด หรือ ยาหลอก เป็นจำนวน 40 ครั้ง โดยคีเลชั่นบำบัดถือเป็นการรักษาที่เป็นข้อโต้แย้ง และไม่ได้รับการยอมรับในวงการแพทย์สำหรับการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจ  แต่อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจของสหรัฐอเมริกาในปี 2007 พบว่ามีผู้ป่วยมากกว่า 100,000 คนต่อปี เลือกเข้ารับการรักษาด้วยคีเลชั่นบำบัด
       การศึกษาครั้งนี้ ต้องใช้อาสาสมัครจำนวน 1,708 คน ในศูนย์วิจัยจำนวน 134 แห่งทั่วทั้งสหรัฐอเมริกาและแคนาดา และถือเป็นการศึกษาแบบปกปิดสองด้านขนาดใหญ่ครั้งแรก เพื่อการประเมินการรักษาแบบ คีเลชั่นบำบัด โดยครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยได้รับตัวยาอีดีทีเอ ร่วมกับวิตามินซี 7 กรัม วิตามินบี แร่ธาตุ และตัวยาอื่น ๆ จำนวน 10 ชนิดทางหลอดเลือดดำครั้งละสามชั่วโมง สัปดาห์ละครั้ง ติดต่อกัน 30 ครั้ง และหลังจากนั้น ให้ครั้งหนึ่งห่างกันประมาณ 2-8 สัปดาห์ อีก 10 ครั้งรวมเป็น 40 ครั้ง  ส่วนอีกครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยได้รับแต่เพียงน้ำเกลือที่มีการปรับสีและกลิ่นให้เหมือนกับตัวยาคีเลชั่นบำบัด โดยทั้งผู้ป่วยและแพทย์ ไม่ทราบว่าใครได้รับยาจริง ใครได้รับเพียงน้ำเกลือ โดยผู้ป่วยที่ได้รับการศึกษาทุกคน ได้รับยาต่าง ๆเช่นยาลดไขมัน ยาขยายหลอดเลือดหัวใจ และยาต้านการแข็งตัวของหลอดเลือดเป็นต้น และ 83 % ของผู้ป่วยได้รับการทำบัลลูนถ่างหลอดเลือดหัวใจ หรือใส่ขดลวด หรือผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจเรียบร้อยแล้ว   และได้ทำการรักษาไป จำนวน 55,222 ครั้ง     ผลการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยที่ได้รับคีเลชั่นบำบัดร่วมด้วย มีอัตราการเกิดอุบัติการณ์ทางหลอดเลือดและหัวใจน้อยลง 18%( ได้แก่ ภาวะหัวใจกำเริบเฉียบพลัน, หลอดเลือดสมองแตกตีบ, การกลับเข้าไปทำบัลลูน ขดลวดหรือบายพาส การเสียชีวิตและการป่วยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเนื่องจากอาการเจ็บหน้าอก ) น้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก ส่วนในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจจะได้รับประโยชน์มากขึ้น โดยพบอุบัติการณ์ทางหลอดเลือดและหัวใจ น้อยลง 39% สำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดไปเลี้ยงที่ผนังด้านหน้าของหัวใจ มีอุบัติการณ์ทางหลอดเลือดหัวใจลดลงถึง 37 % ในด้านคุณภาพชีวิต พบว่ากลุ่มที่ได้รับคีเลชั่นบำบัดจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 2 ปี ในด้านของความปลอดภัย พบว่า คีเลชั่นบำบัดปลอดภัยจริงโดยไม่แตกต่างจากการให้น้ำเกลือธรรมดา 

 ดูรายละเอียดได้

 http://www.thaicam.go.th/index.php?option=com_content&view=section&layout=blog&id=18&Itemid=148

 http://jama.jamanetwork.com/article.aspx?articleid=1672238

 

 

 
การวิจัยเชิงทดลองเพื่อประเมินการรักษาด้วยคีเลชั่น (The Trial to Assess Chelation Therapy: TACT) Chelation-Placebo Comparison PDF พิมพ์ อีเมล

The Trial to Assess Chelation Therapy  (TACT)

Chelation - Placebo Comparison

Gervasio A. Lamas MD,et al.

Attachments:
FileFile sizeDownloads
Download this file (The Trial to Assess Chelation Therapy (TACT).pdf)The Trial to Assess Chelation Therapy (TACT).pdf1935 Kb1429
 
Chelation Therapy: A Survey of Treatment outcomes and Selected Socio-Medical Factors PDF พิมพ์ อีเมล

Wesley J.Adams, et al.

ABSTRACT

                Data for this study came from 54 post-chelation treatment patients. A survey, by mailed questionnaire, was undertaken to learn about their recently completed chelation therapy experience. Fifty of them (92.6%) indicated that they had noted some improvement, while only four (7.4%) considered that they had not. Furthermore, eighteen (36%) of the 50 patients claimed to be completely asymptomatic. A Chi-Square analysis of age, gender, employment status, previous medical treatment, and total number of chelation treatments beyond a minimum (20), provided no basis for distinguishing the asymptomatic group from other patients. Yet, the asymptomatic group did differ significantly from the others in two very important ways. First, unlike the majority of patients, most of the asymptomatic group had sought and obtained chelation therapy within one year of onset of symptoms. Second, again, unlink the others, 100% of the asymptomatic patients had continued to ingest nutrient supplements prescribed by the chelating physician. The importance of this finding suggests that patients need to receive chelation therapy as early as possible and that nutrient supplements are essential as an adjunct to maintaining and enhancing the derived benefit from chelation therapy.

 
 
An Oculocerebrovasculometric Analysis Of The Improvement In Arterial Stenosis Following EDTA Chelation Therapy PDF พิมพ์ อีเมล
E.W.McDonagh, et al.

ABSTRACT

                Fifty-seven patients were evaluated objectively for cerebral vascular arterial occlusion before and after an average of 28 intravenous infusions of disodium ethylene diamine tetra-acetic acid. Measurements of arterial occlusion were made with the relatively simple, noninvasive oculocerebrovasculometric analysis. Cerebrovascular arterial occlusion diminished by an average of 18% (from a mean of 28% to a mean of 10 %) following therapy (P<0.001). Eighty-eight percent of patients treated with EDTA chelation therapy showed objective improvements in cerebrovascular blood flow.

 
 
<< เริ่มแรก < ย้อนกลับ 1 2 ถัดไป > สุดท้าย >>

JPAGE_CURRENT_OF_TOTAL
 
 
 

 

ไข้เลือดออก ป้องกันรักษาด้วยโฮมีโอพาธีย์

 

ไกลจากทุกข์ โศก โรค ภัย กับหมอเขียว -ใจเพรช กล้าจน

 

การพัฒนานโยบายแห่งชาติ สุขภาพดี วิถีธรรม วิถีไทย

 

สวนมนต์บำบัด

 

สมาธิบำบัด