• Decrease font size
  • Default font size
  • Increase font size
  • default color
  • red color
  • green color
น้ำดื่มเพื่อชีวิต PDF พิมพ์ อีเมล

 ศ.ดร.นพ. สมศักดิ์  วรคามิน

น้ำ เป็นสิ่งที่ให้ประโยชน์ต่อทุกชีวิตบนโลกอย่างมหาศาล มนุษย์ขาดน้ำไม่ได้ ถึงแม้น้ำไม่มีวันหมดไป แต่น้ำสะอาดกำลังหาได้ยากยิ่งในอีก 20 ปี ข้างหน้า ด้วยอัตราการเพิ่มประชากรของโลก อัตราการปล่อยสารเคมีออกมาในสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้แนวโน้มปัญหาน้ำดื่มในอนาคตที่เกี่ยวข้องกับโรคแห่งความเสื่อมซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของโรคเรื้อรังแทบทุกชนิดนั้นรุนแรงยิ่งกว่าปัญหาพลังงาน

น้ำเป็นสิ่งจำเป็นของชีวิต (Water for life)

นักวิจัยอวกาศจะค้นหาว่าดาวดวงไหนน่าจะมีหรือเคยมีสิ่งมีชีวิตอยู่ จะใช้เพียงวิธีเดียวคือ หาร่องรอยของน้ำ ถ้าพบน้ำ แสดงว่าสิ่งมีชีวิตสามารถจะอยู่ได้

                ความคล้องจองกันในเรื่องของน้ำ คือ

                น้ำ    ครอบคลุมพื้นที่โลก ร้อยละ 70

                น้ำ    มีในร่างกายมนุษย์ ร้อยละ 70

                น้ำ    อยู่ในเซลล์ของร่างกายมนุษย์ (ซึ่งมี 60 ล้านล้านเซลล์) ร้อยละ 70

                น้ำ    อยู่ในแกนกลางของเซลล์ (Nucleus) ร้อยละ 70 อีกเช่นกัน

น้ำจึงเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของทุกสิ่งทุกอย่าง แม้ว่าน้ำจะครอบคลุมโลก 2 ใน 3 แต่มีเพียงร้อยละ 1 เท่านั้นที่เป็นน้ำจืด และนำมาทำเป็นน้ำเพื่ออุปโภคและบริโภค ซึ่งกว่าจะมาถึงปากผู้บริโภค น้ำได้ไหลผ่านที่ต่างๆ พร้อมปนเปื้อนมากับ เชื้อโรค โลหะหนัก และสารเคมี เพราะน้ำเป็นตัวทำละลายที่ดีนั่นเอง

ขาดน้ำ 3 วัน ถึงตายได้

           น้ำเป็นสิ่งสำคัญของชีวิต ร่างกายมีส่วนประกอบที่เป็นน้ำร้อยละ 70 เมื่อเราดื่มน้ำ น้ำก็จะเป็นส่วนประกอบของตัวเรา เราจึงต้องดื่มน้ำที่มีคุณภาพ เพราะน้ำจะเข้าไปทำหน้าที่หลายอย่าง ช่วยย่อยอาหาร ละลายสารอาหารและออกซิเจน เพื่อขนส่งให้เซลล์ต่างๆ ในร่างกาย ควบคุมอุณหภูมิ ทำให้เลือดไหลเวียน ละลายสารพิษต่างๆ เพื่อขับออกจากร่างกาย น้ำยังทำให้ข้อเคลื่อนไหวสะดวกและกันการกระทบกระแทกของอวัยวะต่างๆ

เมื่อร่างกายขาดน้ำ หยุดดื่มน้ำประมาณ 3 วันจะตายได้ และถ้าขาดน้ำเรื้อรัง (Chronic Dehydration) คือ ดื่มน้ำไม่เพียงพอเป็นประจำทุกวัน ทำให้เกิดโรคต่างๆ ตามมาได้

               คนส่วนใหญ่ดื่มน้ำน้อยเกินไป และร่างกายต้องพยายามดิ้นรนและปรับตัวกับการขาดน้ำเรื้อรังอยู่ภายในอย่างเงียบๆ ทำให้สุขภาพเสื่อมโทรม  

น้ำสำคัญอย่างไร (The Importance of Water)

            ร่างกายเราต้องการน้ำวันละประมาณ 2.5 ลิตร และขับน้ำออกจากร่างกายวันละ 2.5 ลิตร โดยน้ำจะหมุนเวียนในร่างกาย เข้า – ออก ในเซลล์ต่างๆ ตลอดเวลา น้ำในรูปของเลือดจะพาโปรตีน ไขมัน น้ำตาล วิตามิน เกลือแร่ ฯลฯ ไปยังอวัยวะจุดหมายปลายทาง

เลือดมีน้ำเป็นองค์ประกอบร้อยละ 92 มันสมองมีน้ำเป็นองค์ประกอบร้อยละ 85 น้ำดื่มที่มีคุณภาพและจำนวนพอเพียงจะทำให้สมองเฉียบแหลม ผิวพรรณดูชุ่มชื้น อ่อนนุ่มไม่เหี่ยวย่น ลูกตาจะมีน้ำหล่อเลี้ยงและเส้นผมจะดูเป็นเงางาม

งานวิจัยในยุคปัจจุบัน ได้รายงานถึงความสำคัญและประโยชน์ของน้ำ ที่มีต่อสุขภาพและการมีอายุยืนยาวของมนุษย์และสัตว์มากยิ่งขึ้น เพราะความชราภาพของเรา(Aging) จะเกิดขึ้นเร็วหรือช้านั้น เกี่ยวพันถึงเรื่องเซลล์ในร่างกายขาดน้ำเรื้อรังร่วมกับปัญหาอนุมูลอิสระทำให้เซลล์ต้องเสื่อมสภาพลงไป

จำนวนน้ำที่ดื่มต่อวัน

           จำนวนน้ำดื่มที่ร่างกายต้องการต่อวัน เพื่อสร้างสมดุล(Homeostasis) ก็คือ น้ำที่ดื่มกับที่ขับถ่ายออกต่อวันควรจะเท่ากัน ในสภาวะปกติจะต้องดื่มน้ำ 8 แก้วต่อวัน (แก้วละ 240 ซีซี) ผู้เขียนแนะนำว่า ถ้าดื่มน้ำ 2 แก้ว ตอนเช้าทันทีที่ตื่นนอน จะทำให้ร่างกายได้รับการกระตุ้น ระบบอุจจาระ ปัสสาวะ และระบบประสาทจะพร้อมทำงานได้ สุขภาพจะดีขึ้น

น้ำดื่มอาจต้องเพิ่มมากกว่า 8 – 10 แก้วต่อวัน ถ้าอยู่ในที่มีอากาศร้อน ทำงานหนัก หรือออกกำลังกาย เมื่อเริ่มขาดน้ำจะรู้สึกว่า น้ำลายแห้ง ความไม่สมดุลที่เกิดจากการขาดน้ำนี้จะกระตุ้นสมองส่วนล่าง(Hypothalamus) ให้เรารู้สึกกระหายน้ำ ความรู้สึกกระหายน้ำเป็นตัวชี้ว่าร่างกายต้องการน้ำ

แต่กรณีออกกำลังกายอย่างหนัก ความรู้สึกกระหายน้ำจะกลับถูกกดไว้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งควรให้น้ำดื่มอย่างเพียงพอตั้งแต่ช่วงก่อน ระหว่าง และหลังการออกกำลังกาย โดยต้องไม่เชื่อความรู้สึกกระหายน้ำเพียงอย่างเดียว ผลการวิจัยของ American College of Sport Medicine (1996) พบว่าร้อยละ 37 ของนักกีฬา ทั้งๆ ที่มีสภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง แต่กลับไม่มีความรู้สึกกระหาย ทำให้เสื่อมสภาพการเป็นนักกีฬาเร็วขึ้น

อย่างไรก็ดี ไม่ควรดื่มน้ำมากๆ ก่อนอาหาร เพราะทำให้น้ำย่อยเจือจางลง การย่อยอาหารจะไม่ดีเท่าที่ควร

น้ำสำคัญสำหรับชีวิต

            การดื่มน้ำ จะชะลอความแก่ ลดการปวดตามข้อ ปวดหลัง ความดันโลหิตสูง และการปวดศรีษะข้างเดียว ผลดีของการดื่มน้ำพอเพียง คือ 8 แก้วต่อวันนั้น เป็นที่ยอมรับในวงการแพทย์ว่า น้ำดื่มที่สะอาดจะช่วยลดการเกิดนิ่วชนิดอ๊อกซาเลตในไต ทุเลาการอักเสบของทางเดินปัสสาวะ ลดอาการท้องผูก น้ำที่สะอาดจะเร่งการขับสารพิษ และของเสียออกไป น้ำที่พอเพียงจะหล่อลื่นข้อกระดูกต่างๆ ทำให้อาการปวดข้อ ปวดหลัง และปวดเอวทุเลาลง

           สุขภาพที่ดี และการหยุดยั้งความชราขึ้นอยู่กับน้ำ จงให้ร่างกายได้รับน้ำจำนวนเพียงพอและดีที่สุดเพื่อให้โอกาสกับเซลล์ของร่างกายมีพลัง ต้านความเจ็บป่วย รวมทั้งความชรา จากประสบการณ์ผู้เขียนพบว่า ความเจ็บป่วยส่วนใหญ่ของมนุษย์ดีขึ้นได้ถ้าผู้ป่วย (ผู้ใหญ่) ดื่มน้ำสะอาดอย่างพอเพียง

การไม่รู้จักดูแลสุขภาพตนเอง อาจด้วยความไม่รู้หรือด้วยความประมาทนั้น ได้ทำลายระบบความต้านทานของร่างกาย จนถึงจุดที่ร่างกายต้านทานไม่ได้ พ่ายแพ้ เกิดโรคเรื้อรัง โรคความเสื่อม (Degenerative Diseases) และความแก่ (Aging) แม้ในปัจจุบันเทคโนโลยีการรักษาก้าวหน้าไปมาก ช่วยให้เราตายช้าลง     แต่น่าแปลกว่าเรากลับแก่เร็วขึ้น จากหลายๆ สาเหตุ นั่นหมายถึงตายช้าแต่แก่เร็วก่อนวัยอันควร

ปัญหาความปลอดภัยจากน้ำดื่ม

น้ำกลั่น

ดื่มน้ำกลั่นประจำ อันตรายต่อสุขภาพ

           นายแพทย์ Joseph Mercola เขียนบทความเรื่อง “การตายก่อนวัยอันควร เนื่องจากดื่มน้ำเป็นน้ำกลั่น” (Early Death Comes From Dinking Distilled Water) กล่าวว่า น้ำดื่มที่ประชาชนส่วนใหญ่ใช้ คือน้ำประปาจากก๊อกน้ำโดยตรง มีอันตรายต่อสุขภาพ เพราะมักมีการปนเปื้อนสารเคมีที่ซึ่งใช้ในการทำน้ำประปา

ต่อมา จึงมีการผลิตน้ำดื่มประเภท น้ำกลั่น ซึ่งกำจัดสารเคมีตกค้างในน้ำประปาให้หมดไปได้ แต่จะได้น้ำซึ่งไม่มีแร่ธาตุที่มีประโยชน์ละลายอยู่เลย ถ้าใช้ประจำจะดึงแร่ธาตุที่จำเป็นซึ่งสะสมอยู่ตามอวัยวะของร่างกาย เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม และเกลือแร่อื่นๆ ออกไป ทำให้อวัยวะนั้นๆ ขาดเกลือแร่

           มีงานวิจัยระบุว่า การดึงธาตุแคลเซียมออกจากกระดูกและหัวใจอย่างต่อเนื่อง จะทำให้เกิดโรคกระดูกพรุน และการที่กล้ามเนื้อหัวใจมีแคลเซียม แมกนีเซียม ไม่พอจะทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดตามมาได้

นายแพทย์ท่านนี้ ได้กล่าวอีกว่า มีความสัมพันธ์โดยตรงระหว่างการดื่มน้ำกลั่นเป็นประจำกับการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด เนื่องจากน้ำกลั่นเป็นน้ำอ่อนอย่างแรง – Distilled Water is extremely soft ถ้าดื่มบ่อยๆ เป็นประจำมากเท่าใด ก็เกิดโรคหัวใจมากขึ้นตามไปด้วยเท่านั้น

น้ำกลั่นมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ ซึ่งร่างกายไม่ประสงค์

            น้ำกลั่น เมื่อตั้งทิ้งไว้ จะดูดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศมาเป็นกรดคาร์บอนิค น้ำกลั่นจึงมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ เพราะไม่มีเกลือแร่ควบคุม ยิ่งดื่มน้ำกลั่นมากเท่าใด ร่างกายจะมีสภาวะเป็นกรดในเลือดสูงมากเท่านั้น

สถาบันป้องกันสิ่งแวดล้อมของอเมริกา (U.S. Environmental Protection Agency) กล่าวว่า น้ำกลั่นไม่มีแร่ธาตุเจือปนอยู่เลย จะน่ากลัว เพราะมันพยายามละลายสารทุกอย่างที่มันสัมผัสเข้าในตัวของมัน เช่น แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ จะถูกละลายเข้าไปในน้ำด้วยอย่างรวดเร็ว ทำให้น้ำกลั่นนั้นมีสภาวะเป็นกรด ที่น่ากลัวมากกว่า คือ โลหะหนักต่างๆ จะถูกละลายเข้าไปอยู่ในน้ำกลั่นนั้นด้วย

           อย่างไรก็ดี การดื่มน้ำกลั่นนานๆ ครั้ง(เช่น 2 สัปดาห์ต่อครั้ง) จะช่วยละลายสารพิษในร่างกายให้ขับมาทางปัสสาวะ แต่การดื่มเป็นประจำทุกวันเป็นความคิดที่ผิด ด้วยเหตุผลข้างต้น

น้ำดื่มบรรจุขวด(น้ำขวด)

           ในสหรัฐอเมริกาพบว่า มีสิ่งต่างๆ ปนเปื้อนในน้ำดื่มจำนวนมากกว่า 2,100 ชนิด มี 190 ชนิด ที่อันตรายต่อสุขภาพ และ 97 ชนิด เป็นสารก่อมะเร็ง

บริษัทผลิตน้ำบรรจุขวดที่ไม่ได้มาตรฐาน จะมองข้ามปัญหาสิ่งปนเปื้อน เพราะรู้ว่าผู้บริโภคจะไม่ทราบ ไม่สังเกตเห็น สารเคมีและโลหะหนักที่ปนเปื้อนมาในน้ำดื่ม เป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างยิ่ง น้ำดื่มบรรจุขวด จะดูใส และดูปลอดภัยกว่าน้ำประปา แต่ความจริงแล้ว ร้อยละ 25 ของน้ำดื่มบรรจุขวดนั้นเพียงนำน้ำประปามาใส่ขวด และปรับปรุงอีกเล็กน้อยเท่านั้น

อย่างไรก็ดี น้ำดื่มบรรจุขวดในประเทศไทย มีการควบคุมจากคณะกรรมการอาหารและยา จึงอาจมั่นใจในความปลอดภัยได้ระดับหนึ่ง

น้ำประปา

น้ำประปาใช้คลอรีนฆ่าเชื้อโรค

            ในปี พ.ศ.2453 เริ่มมีการใช้ผงคลอรีนใส่ในน้ำเพื่อฆ่าเชื้อจุลินทรีย์(Chlorination) เพราะราคาถูก ใช้ง่าย ทำลายเชื้อแบคทีเรียได้ แต่คลอรีนเป็นพิษในระยะยาว อีกทั้งยังไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัส และฆ่าไข่พยาธิไม่ได้

           ต่อมาปี พ.ศ.2524 นักวิจัยญี่ปุ่นได้รายงานผลการศึกษาว่า ประชาชนที่ดื่มน้ำเติมคลอรีน มีโอกาสเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ หรือมะเร็งกระเพาะปัสสาวะสูงกว่าผู้ที่ดื่มน้ำซึ่งปราศจากคลอรีน ซึ่งประชาชนที่ต้องดื่มน้ำมีคลอรีนนี้ อยู่ในเขตเมืองเสียเป็นส่วนใหญ่

           สถาบันป้องกันสิ่งแวดล้อมของอเมริกา ได้ให้ทุนกับ ดร.คาลสัน (Dr.Robert Carlson) ศึกษาเรื่องผลของคลอรีนในน้ำประปา พบว่า การทำน้ำประปาโดยใส่คลอรีน จะก่อปัญหาเทียบเท่ากับมลพิษในอากาศ แต่ถ้ามีการใช้สารใหม่ชนิดอื่นแทนคลอรีนก็จะต้องเกิดปัญหาใหม่ขึ้นมาอีก

ต่อมาคณะมนตรีคุณภาพสิ่งแวดล้อมของอเมริกา (US. Council of Environmental Quality) ได้รายงานผลการศึกษาว่า โอกาสเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งในประชาชนที่ดื่มน้ำมีคลอรีน จะสูงกว่าร้อยละ 93 ของประชาชนที่ดื่มน้ำไม่มีคลอรีน

            คลอรีนมีอันตราย โดยตัวของมันเองแล้ว ยังก่อเกิดสารพิษจากการที่คลอรีนทำปฏิกิริยากับดินและซากใบไม้เน่า ที่มีอยู่ตามน้ำธรรมชาติ ที่นำมาทำน้ำประปา จึงเกิดเป็นสารพิษกลุ่มไตรฮาโลมีเทน อันเป็นสารก่อมะเร็ง (Carcinogenic) และเป็นสาเหตุหนึ่งของหลอดเลือดหัวใจแข็ง

                น้ำประปาใช้สารส้มเร่งการเกิดโรคความจำเสื่อม

            อลูมินั่มซัลเฟตหรือ สารส้ม ทำให้น้ำใสขึ้น ความขุ่น รวมทั้งแบคทีเรียก็จะถูกกำจัดออกไปจากน้ำประปาโดยการตกตะกอนจากสารส้ม ต่อมาสารส้มจะถูกกรองออกด้วยทรายละเอียดในขั้นตอนของการทำน้ำประปา แต่ทรายละเอียดไม่สามารถจะกรองสารที่ขนาดเล็กกว่า 5 ไมครอน จึงไม่อาจกรองสารส้มให้หมดไปได้

 นักวิจัยทางการแพทย์ต่างพิศวงเมื่อพบธาตุอลูมินั่มในระดับสูงมาก ในเนื้อสมองของคนเป็นโรคแอลไซเมอร์ (โรคสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ) ซึ่งมีอาการความจำเสื่อมจำเหตุการณ์ปัจจุบันไม่ได้ ลืมชื่อคนรู้จัก ผิดปกติทางการใช้ภาษา คิดเลขไม่ถูก บางครั้งไม่รู้ว่าขณะนั้นอยู่ที่ใด อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย ระแวง โมโหร้าย และอาจชัก บรรดานักวิจัยจึงเริ่มคิดกันว่า ธาตุอลูมินั่มอาจจะเป็นตัวการหนึ่งที่ก่อให้เกิดโรคแอลไซเมอร์กับผู้สูงอายุ

             นักวิทยาศาสตร์ออสเตรเลียได้รายงานผลวิจัยในสัตว์ทดลอง พบว่า สารส้มที่ใช้ในระบบประปานั้น เข้าไปสะสมในมันสมองของหนูทดลอง การศึกษานี้แสดงว่า สารส้มในน้ำดื่ม จะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย และไปสะสมในสมองได้ และนี้เป็นเหตุผลอีกข้อหนึ่งที่ท่านต้องกรองน้ำประปาในบ้านก่อนจะใช้ดื่ม

น้ำอัดลม

             มีการศึกษาพบว่า ผู้ชอบดื่มแต่น้ำอัดลม(ไม่ว่าจะเป็นชนิดที่มีหรือไม่มีน้ำตาลก็ตาม) จะสูญเสียแคลเซียม แมกนีเซียม และเกลือแร่เป็นออกมาทางปัสสาวะ ทำให้มีโอกาสเกิดโรคกระดูกพรุน ข้ออักเสบ การทำงานของต่อมไทรอยด์ต่ำ (Hypothyroidism) และโรคแห่งความเสื่อมต่างๆ นำมาซึ่งความแก่ก่อนวัย โดยเหตุมาจากน้ำกลั่นที่ใช้ทำน้ำอัดลมได้ละลายเกลือแร่จำเป็นของร่างกายออกไป

         แพทย์และนักวิทยาศาสตร์จำนวนมากในปัจจุบัน กำลังศึกษาถึงเรื่องความชราและความเจ็บป่วย ว่ามีสาเหตุโดยตรงจากระบบของเสียที่เป็นกรด (Acidic Waste) ในร่างกาย จากการดื่มเครื่องดื่มประเภทน้ำอัดลม และอาหารจานด่วน

การดื่มน้ำอัดลม หรือชา กาแฟ เหล้าเบียร์ ไม่ใช่ทางแก้ปัญหาการขาดน้ำหรือกระหายน้ำ แต่ตรงกันข้าม เครื่องดื่มบรรจุขวดส่วนใหญ่ทำให้เกิดการขับน้ำออกจากร่างกายมากยิ่งขึ้น (เพราะฤทธิ์สารคาเฟอีน ในเครื่องดื่มจะกระตุ้นการขับปัสสาวะ ทำให้สูญเสียน้ำมากขึ้น) เราต้องชดเชย โดยดื่มน้ำเปล่าให้มากขึ้นจากเดิมอีกทุกๆ 1 แก้ว (240 ซีซี) ต่อการดื่มกาแฟ หรือ โคล่า 1 แก้ว

ปัญหาสิ่งปนเปื้อนในน้ำดื่ม (Water Pollution)

            นักวิจัยชาวญี่ปุ่นเชื่อว่า ร่างกายมนุษย์ถูกโจมตีโดยอนุมูลอิสระตลอดเวลา เพราะสิ่งปนเปื้อนที่เป็นต้นเหตุสำคัญของการเกิดอนุมูลอิสระพบได้ทั่วๆ ไป ทั้งในอากาศ อาหาร และน้ำ เมื่ออนุมูลอิสระแทรกซึมในร่างกายจะเข้าทำลายภูมิต้านทาน ทำให้เราอ่อนแอ แก่ก่อนวัย เมื่อภูมิต้านทานพ่ายแพ้ ก็เกิดความเจ็บป่วย รวมถึงเกิดเป็นมะเร็งได้

กลุ่มนักวิจัยยังพบว่า น้ำดื่มมีความสัมพันธ์กับความเจ็บป่วยและความชรา ร่างกายจะต่อสู้กับความเจ็บป่วยและชะลอความชราได้ ก็ต้องอาศัยน้ำดื่มที่มีคุณภาพ

            ประเทศที่เจริญแล้วด้านการสุขาภิบาล แม้แต่สหรัฐอเมริกาก็มีปัญหาสารเคมีปนเปื้อน โดยเฉพาะสารเคมีเพื่อการเกษตร เช่น ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า ปุ๋ย รวมทั้งมูลสัตว์ต่างๆ สารเคมีเหล่านี้แทรกซึมเข้ามาในน้ำดิบ และยังสามารถผ่านระบบทำประปาออกมาเป็นน้ำประปาได้อีก ถ้าเราดื่มน้ำประปาโดยไม่ได้กรอง สิ่งปนเปื้อนต่างๆ ที่ได้ผ่านเข้ามาในน้ำประปา ย่อมเป็นอันตรายต่อเราอย่างแน่นอน

สารเคมี

                สารเคมีมาจากโรงงานอุตสาหกรรมเป็นส่วนใหญ่

             ปัญหานี้รุนแรงมากกับทุกประเทศ ไม่มีของเสียซึ่งเป็นสารเคมีจากโรงงานอุตสาหกรรมใดๆ จะปลอดภัยเลยแม้แต่หยดเดียว ในอเมริกาพบว่า ประชาชนที่อยู่ตอนล่างของแม่น้ำมิสซิสซิปปี้ (ไหลผ่านโรงงานต่างๆ ที่ตั้งอยู่จากทางตอนเหนือลงมา) มีอัตราการเป็นมะเร็งสูงกว่าประชาชนที่อยู่ต้นน้ำตอนบน เหนือจากโรงงานขึ้นไป

น้ำที่มีสารเคมีและโลหะหนักปนเปื้อน แม้จะนำน้ำมาต้มจนเดือดแล้ว ก็กำจัดสารเคมีและโลหะหนักออกไปไม่ได้ แต่กลับจะทำให้ความเข้มข้น และอันตรายของสารเคมีสูงขึ้นไปอีก

                สารเคมีในน้ำควบคุมได้ยาก

            เพราะยากที่จะตรวจพบ วิธีวิเคราะห์หาสารเคมีแต่ละชนิดก็ซับซ้อนมาก เครื่องมือแพง และส่วนใหญ่มิได้ทำให้น้ำดื่มมีรสชาติผิดปกติไปจนสังเกตได้ ผู้ดื่มน้ำมีสารเคมีปนเปื้อนอาจรู้สึกเพียงปวดศรีษะ เป็นผื่นโดยไม่ทราบสาเหตุ ไม่มีใครที่จะนึกถึงว่าเหตุเกิดจากน้ำดื่ม อันตรายยิ่งขึ้นก็คือโอกาสเกิดโรคมะเร็งสูง คลอดลูกออกมาพิการ ร่างกายเจริญเติบโตผิดปกติ เป็นหมันได้

โลหะหนัก (Heavy Metal)

                ไม่ปลอดภัยกับสุขภาพในทุกกรณี

           โลหะหนัก ที่พบในน้ำดื่มและเป็นปัญหาสาธารณสุขคือ แคดเมียม ตะกั่ว และปรอท พิษของโลหะหนักโดยทั่วไป คือ ทำลายภูมิต้านทานมนุษย์ ทำลายเซลล์ที่มันเข้าไปสะสม ทำลายเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ซึ่งเชื้อโรคเหล่านี้ จะเกิดการปรับตัวอยู่รอดย้อนกลับเข้าไปอยู่ที่อวัยวะซึ่งมีโลหะหนักสะสมอยู่อย่างมากนั้นได้อย่างเดิมอีกครั้ง

ตะกั่ว เป็นโลหะหนักที่ปนเปื้อนอาหารและน้ำมากที่สุด ที่มาคือ สีทาบ้าน แบตเตอรี่รถยนต์ ยาย้อมผม แต่แหล่งที่เรานึกไม่ถึงคือ สีผสมอาหารที่ทำจากตะกั่ว จะทำให้อาหารมีสีสดใส(สีที่ใช้ใส่อาหารได้จริงๆ นั้นมักจะสีไม่สวย และราคาแพงกว่า) เด็กในชนบทมักจะชอบขนมสีสดๆ ราคาถูก จึงได้กินขนมใส่สีตะกั่ว ไม่ใช่สีผสมอาหาร

           ตะกั่วจะปนเปื้อนกับน้ำดื่ม และทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวเรา โดยการดื่มน้ำที่ปนเปื้อนสารตะกั่วข้างต้น หรือดื่มน้ำจากท่อน้ำที่มีตะกั่วเป็นส่วนประกอบ บางครั้งช่างซ่อมประปาใช้ตะกั่วเพื่อเชื่อมต่อท่อน้ำประปา ทำให้น้ำมีตะกั่วปนเปื้อนมาด้วย ฝุ่นตะกั่วจากอากาศที่เราหายใจ มักจะมาจากท่อไอเสียรถยนต์ หรือควันจากโรงงานอุตสาหกรรม

เครื่องสำอางและสีทาบ้านบางชนิดก็มีตะกั่ว ฝุ่นสีที่ตกหล่นจากฝาผนังมาบนพื้น เด็กที่คลานก็จะได้รับสารตะกั่ว การใช้ภาชนะใส่อาหารคุณภาพต่ำเข้าไมโครเวฟ สีจากตะกั่วจะซึมออกจากภาชนะนั้นมาที่อาหาร มือที่เปื้อนยาย้อมผมแล้วมาจับต้องอาหาร ถ่านไฟฉายเก่าๆ ที่ทิ้งไว้ในแหล่งน้ำ น้ำก็ปนเปื้อนสารตะกั่วเช่นกัน

           อาการตะกั่วเป็นพิษ เริ่มจากปวดท้อง ท้องผูก เบื่ออาหาร ถ้าเป็นมากๆ จะปวดกระดูก ปวดข้อต่างๆ ซีดเพราะเลือดจาง ความดันเลือดสูง น้ำหนักลด ชาปลายมือเท้า บางครั้งเจ็บเส้นประสาท ความจำเสื่อม หมดสมรรถภาพทางเพศทีละน้อย ไตวาย ถ้าเป็นเด็กจะเติบโตช้า มีปัญหาเรื่องการเรียน สมองทึบ ติดเชื้อโรคได้ง่าย (ในช่วงที่น้ำมันเบนซินใส่ตะกั่ว ปัญหาของคนกรุงเทพฯ เรื่องความสามารถทางเพศเสื่อม มีมากขึ้น)

             โลหะปนเปื้อนที่เราได้รับบ่อยๆ และมากที่สุดคือ อลูมินั่ม (อลูมินั่มไม่จัดอยู่ในกลุ่มโลหะหนัก) พบในยาระงับเหงื่อและกลิ่นตัว ยาสีฟัน แป้งฝุ่นของเด็ก เครื่องสำอาง ก้นกรองบุหรี่ นอกจากนี้เรายังพบได้ในน้ำดื่มที่ปนเปื้อน เนยแข็ง ผงฟู แอสไพริน และยาลดกรด (ยาลดกรดบางชนิดมีอลูมินั่มเป็นตัวยาสำคัญ สังเกตเห็นได้ว่ามีลักษณะสีขาวคล้ายน้ำนม)

            อลูมินั่มยังอาจรั่วจากกระดาษห่ออาหารสำหรับปิ้ง (Aluminum Foil) เรามักใช้ฟอยล์อลูมินั่มนี้ห่อปลาแล้วปิ้งไฟ อลูมินั่มก็จะซึมออกมาที่ปลากระป๋องใส่เครื่องดื่มทำจากอลูมินั่ม สับปะรดบรรจุในกระป๋องอลูมินั่ม น้ำอัดลมกระป๋อง อลูมินั่มพบได้แม้ในตำรับยาที่แพทย์สั่ง จึงควรอ่านฉลากยาที่ท่านหรือลูกหลานจะต้องกิน ว่าไม่มีอลูมินั่มเป็นส่วนประกอบ

อนึ่ง ในสารอุดฟันชนิดอมัลกัม(Amalgam) มีปรอทผสมอยู่ถึง 50 เปอร์เซ็นต์แล้ว ยังมีอลูมินั่มผสมอยู่อีกด้วย อลูมินั่มยังทำให้ปัญหาปรอทเป็นพิษในสมองเพิ่มขึ้นอีกด้วย

เมื่อหิวน้ำ ก็ต้องดื่มน้ำ

            เมื่อเรารู้สึกหิวน้ำ ความรู้สึกนี้จะกระตุ้นให้เราต้องรีบหาน้ำสะอาดมาดื่ม แต่ไม่ควรเป็นน้ำดื่มประเภทน้ำชา กาแฟ น้ำอัดลม(ประเภทโคล่า) เพราะมีสารขับปัสสาวะคือ คาเฟอีนทำให้ร่างกายกลับต้องเสียน้ำเพิ่มขึ้นทั้งๆ ที่ร่างกายเราต้องการน้ำสะอาดที่อุณหภูมิปกติเท่านั้น

น้ำผลไม้บรรจุในกล่อง หรือขวด ส่วนใหญ่เป็นเพียงน้ำตาลผสมน้ำ ใส่สีแล้วเติมหัวเชื้อกลิ่นผลไม้ จึงไม่เหมาะจะใช้ดื่มแก้กระหายเท่ากับการดื่มน้ำเปล่าธรรมดา ผลไม้แท้ๆ จะมีประโยชน์มากกว่าและได้ใยอาหารอีกด้วย   

สถิติโรคที่เกิดจากการติดเชื้อจากน้ำ

             องค์การอนามัยโลก (WHO) ประมาณว่า โลกของเราทุกวันนี้มีคนตายซึ่งเกี่ยวพันกับโรคติดเชื้อที่มากับน้ำ เป็นจำนวนถึง 25,000 คนต่อวัน บางปีที่แห้งแล้งอาจถึง 50,000 คนต่อวัน

            มีผู้ป่วยเป็นโรคท้องร่วงเนื่องจากน้ำ 88 รายจากผู้ป่วยทั้งหมด ทั้งคนไข้นอกและคนไข้ใน 100 ราย (เท่ากับ 88 เปอร์เซ็นต์)

ร้อยละ 25 ของเตียงคนไข้ในโรงพยาบาล เป็นคนป่วยจากโรคติดเชื้อจากน้ำ

น้ำที่ดีต่อสุขภาพเป็นอย่างไร

องค์การอนามัยโลก ได้กำหนดแนวทางในการพิจารณามาตรฐานน้ำดื่มไว้ ดังนี้

1. ปัจจัยทางกายภาพ ได้แก่ลักษณะ สี  รส กลิ่น ความขุ่น ความเป็นกรด / ด่าง ความกระด้าง        สารแขวนลอย

2.  ปัจจัยการปนเปื้อนของสิ่งมีชีวิต (เชื้อโรค)

3.  ปัจจัยการปนเปื้อนของสารเคมี

4.  ปัจจัยการปนเปื้อนของโลหะหนัก และสารกัมมันตภาพรังสี

สิ่งปนเปื้อนที่มากับน้ำขึ้นกับปัจจัยที่มีอยู่มากมาย ซึ่งอาจบำบัดให้มีคุณภาพได้ เช่น การต้มเพื่อฆ่าเชื้อโรค แต่ถ้าเป็นสารเคมีบางชนิด และโลหะหนัก อาจมีขั้นตอนการกำจัดที่ต้องใช้เครื่องมือทำให้น้ำบริสุทธิ์

ตารางเปรียบเทียบลักษณะของน้ำดื่มแต่ละชนิด

 

แหล่งน้ำ

น้ำบริสุทธิ์

น้ำประปา

แหล่งน้ำธรรมชาติ

Solid Carbon

Reverse Osmosis

น้ำกลั่น

คลอรีน (Cl)

มี

อาจมีถ้าเติมลงไป

ถูกกำจัด

ไม่ถูกกำจัดเว้นใช้ C

ถูกกำจัด

ฟลูออไรด์ (F)

มีถ้าเติม

ตามธรรมชาติ

ไม่ถูกกำจัด

ถูกกำจัด

ถูกกำจัด

แบคทีเรีย

ไม่น่าจะมี

มีได้ ตามธรรมชาติ

มี / ไม่ถูกกำจัด

ถูกกำจัด

ถูกกำจัด

พาราไซด์

มีได้

มีได้

ถูกกำจัด

ถูกกำจัด

ถูกกำจัด

สารเคมี

มีได้

มีได้

ถูกกำจัด

ถูกกำจัด

อาจมีปนเปื้อน

เกลือแร่

น้อย

มีได้

ไม่ถูกกำจัด

ถูกกำจัด

ถูกกำจัด

โลหะหนัก

มีได้

มีได้

กำจัดบางส่วน

ถูกกำจัด

ถูกกำจัด

 

สามารถดื่มได้+  

ระบบต้องมีความสมบูรณ์

สามารถดื่มได้ +     แหล่งน้ำที่มีคุณภาพ

การบำบัด

สามารถดื่มได้

สามารถดื่มได้

สามารถดื่มได้

จากตาราง เป็นข้อมูลจาก The water system analysis, Elson M. Haas, M.D. the complete guide to diet and nutritional medicin.

“น้ำจากแหล่งธรรมชาติ” การปนเปื้อนขึ้นกับสภาพแวดล้อมของแหล่งน้ำนั้นๆ 

“น้ำประปา” อาจมีการปนเปื้อนในขั้นตอนการลำเลียง จากการเสือมหรือกร่อนของท่อประปา การปนเปื้อนโลหะหนักได้ถูกป้องกันด้วยการทำให้น้ำมีความเป็นด่างเล็กน้อย

น้ำจากทั้ง 2 แหล่งนี้ อาจเรียกได้ว่าเป็นน้ำที่มีคุณภาพในเบื้องต้น

สำหรับ “น้ำบริสุทธิ์” (ได้แก่ น้ำกรอง/น้ำกลั่น)  อาจจะเป็นคำตอบที่ดีต่อสุขภาพ อย่างไรก็ตามยังไม่สามารถทำได้ในปริมาณมาก และมีค่าใช้จ่ายสูง

ประโยชน์ของการกรองน้ำเพื่อใช้ดื่มในบ้าน

            สารพิษ(Toxin) ในปัจจุบันมีมากขึ้น ทั้งจำนวนและชนิดใหม่ๆ ออกมาปนเปื้อน ทั้งในอาหารและน้ำดื่ม ร่างกายจึงต้องทำงานอย่างหนักในการใช้น้ำละลายสารพิษ เพื่อขับออกไปจากร่างกายอยู่ตลอดเวลา

การต้มน้ำประปา ที่มิได้กรองก่อน แม้ฆ่าเชื้อโรคได้ แต่กลับทำให้สารไนเตรทเข้มข้นยิ่งขึ้น ประสิทธิภาพของเม็ดเลือดแดง ในการพาออกซิเจนไปให้เซลล์ต่างๆ ในร่างกายจึงลดลง(เพราะน้ำได้ระเหยเป็นไอไปมากจากการต้ม ไนเตรทที่ยังคงอยู่ในน้ำต้มจึงเข้มข้นขึ้นมาก) อันตรายก็เพิ่มขึ้น

การต้มน้ำประปาที่ไม่ได้กรอง ยังทำให้คลอรีนที่เหลือในน้ำ (Residual Chlorine) เร่งทำปฏิกิริยากับสารอินทรีย์ได้ง่ายขึ้น และกลายเป็นสารพิษไตรฮาโลมีเทน ดังนั้น เมื่อจะต้มน้ำเพื่อชงนมให้เด็ก ถ้าไม่มีเครื่องกรองน้ำดื่มในบ้าน ท่านต้องเลือกน้ำดื่มชนิดขวดมาใช้ต้ม จึงจะปลอดภัยขึ้น

เครื่องกรองน้ำดื่มในบ้านไม่ว่าจะมีคุณภาพสูงหรือต่ำ ย่อมมีประโยชน์ต่อทุกคนในบ้าน ไม่มากก็น้อย ดีกว่าดื่มน้ำประปาที่ไม่ได้กรอง เพื่อที่จะกรองสิ่งต่างๆ ที่เจือปนมากับน้ำประปาออกไป เพราะถ้าเห็นเพียงน้ำที่ดูใสสะอาด ไม่มีกลิ่น ไม่มีสี จะมั่นใจได้อย่างไรว่าน้ำนั้นเป็นน้ำดื่มที่ดี มีคุณภาพ

ควรเลือกน้ำดื่มชนิดขวดอย่างไร

           น้ำดื่มที่ใส่ขวดขาย ใช่ว่าจะปลอดภัยทั้งหมด แม้แต่ในสหรัฐอเมริกา ได้ศึกษาน้ำดื่มจากโรงงานผลิตน้ำบรรจุขวดกว่า 700 ยี่ห้อ เปรียบเทียบกับมาตรฐานน้ำสะอาด และมาตรฐานน้ำประปาแห่งชาติ โดยตรวจน้ำดื่มบรรจุขวดมากกว่า 1,000 ขวด สรุปได้ว่าไม่สามารถจะรับรองความปลอดภัยของน้ำดื่มบรรจุขวดได้ทั้งหมด       

           น้ำดื่มบรรจุขวดในประเทศไทย ถ้าผลิตจากบริษัทชั้นนำจะน่าเชื่อถือได้ เพราะจะควบคุมคุณภาพการผลิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อคงชื่อเสียงไว้ แต่โรงงานผลิตน้ำดื่มบางแห่งอาจมีคุณภาพเพียงตอนขอใบอนุญาตเท่านั้น บางแห่งไม่มีหนังสือรับรอง Good Manufacturing Practice (GMP) บางครั้งไม่ผ่านการกรองแม้แต่ระดับเดียว เพียงแต่บรรจุน้ำเข้าไปในขวดจากน้ำประปาที่ทิ้งให้กลิ่นคลอรีนระเหยไปก่อนเท่านั้น เราอาจตัดสินใจซื้อเพียงเพราะเห็นขวดที่ดูน่าจะสะอาดดี และราคาถูกกว่าเท่านั้น ดังนั้นหากท่านจะซื้อน้ำดื่มชนิดขวด ก็ควรเลือกจากบริษัทผู้ผลิตที่เชื่อถือได้เท่านั้น

ดื่มน้ำ ชะลอความชรา

มีผู้กล่าวว่า น้ำที่มีคุณสมบัติตามอุดมคติ จะช่วยส่งความชราคืนกลับไป (Reverse Aging Agent) น้ำดื่มที่ดี มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ช่วยชะลอความชรา ระบบเลือดดีขึ้น เพราะเม็ดเลือดแดงไม่ขาดน้ำ (Better Blood from Better Hydration) น้ำช่วยป้องกันมะเร็ง(เพราะเซลล์มะเร็งไม่ชอบอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีออกซิเจนสมบูรณ์ - Cancer occurs in the absence of free Oxygen (Warburg 1932))

ดร.อเล็กซิส คารเรล(Dr.Alexis Carrel) ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวิทยาศาสตร์ (เนื่องจากคิดค้นเทคโนโลยีเพาะเลี้ยงเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจใก่ในหลอดทดลองให้มีชีวิตได้นานถึง 34 ปี) กล่าวว่า เซลล์นั้นเป็นอมตะไม่มีวันตาย เพียงแต่คุณภาพน้ำที่ล้อมรอบเซลล์เสื่อมสภาพไป(จึงทำให้เซลล์ตาย) ถ้าเปลี่ยนเอาน้ำที่ดี เข้าไปทดแทนน้ำเก่าที่หมดสภาพ และให้สารอาหารจำเป็นที่เซลล์ต้องการ ชีวิตก็ยืนยาวอยู่ตลอดไป

น้ำดื่มที่ดี จะนำสารอาหาร วิตามิน เกลือแร่ และออกซิเจนเข้าไปในร่างกายทำให้อวัยวะต่างๆ ทำงานเต็มที่ เสมือนหน่วยส่งกำลังบำรุงให้แก่ทหารขณะสู้รบ น้ำช่วยพาของเสียไปทิ้งที่ไต ที่ปอด ที่ผิวหนังและที่ลำไส้ ในรูปของปัสสาวะ ลมหายใจออก เหงื่อ และอุจจาระ สุขภาพที่ดีและชะลอความชราจึงเกี่ยวข้องกับน้ำใน 2 ประเด็น คือ คุณภาพของน้ำ และปริมาณของน้ำ

น้ำจึงสำคัญต่อชีวิต เป็นลำดับที่สองรองจากออกซิเจนที่เราใช้หายใจ เราต้องการน้ำที่ดี เพื่อดื่มตลอดวัน และทุกๆ วัน วิธีที่ดีที่สุดคือ ควรมีน้ำดื่มสะอาดพกติดตัว เพื่อดื่มน้ำด้วยวิธีการจิบบ่อยๆ ตลอดเวลา อย่าให้รู้สึกหิวน้ำก่อนแล้วค่อยดื่ม โปรดสังเกตว่า ในห้องประชุมระดับชาติมีเพียงขวดน้ำดื่มเท่านั้นที่วางไว้เป็นเครื่องดื่มของผู้เข้าร่วมประชุม

 

Attachments:
FileFile sizeDownloads
Download this file (น้ำดื่มเพื่อชีวิต.pdf)น้ำดื่มเพื่อชีวิต6580 Kb1038
 
 
 
 

โฮมีโอพาธีย์ป้องกันไข้เลือดออก

 

ไข้เลือดออก ป้องกันรักษาด้วยโฮมีโอพาธีย์